บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19 ได้สร้างการเรียนรู้ให้เราทุกคนเกี่ยวกับรูปแบบการใช้ชีวิตต่อไปหลังจากนี้ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมแต่ถ้าเราลอง “ปรับ” ทัศนคติ “เปลี่ยน” พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน และเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ เราก็อาจค้นพบความสุขแบบง่าย ๆ จากการมีสุขภาพกายและใจที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มต้นได้ด้วยตัวเราเอง
ใจดี ชีวิตเปลี่ยน : เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เพื่อหัวใจดวงเดิม
ข้อมูลโดย : พว.ภาวิณี นาควิโรจน์ และ พว.ลัดดาวัลย์ ไกรรักษ์
พยาบาลประสานงานและเชี่ยวชาญผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวและเครื่องแวด (Heart Failure/VAD Nurse Coordinator) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นโรคประจำตัว รักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมให้อาการไม่กำเริบหรือแย่ลงได้ โดยการปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับโรคซึ่งจะประสบความสำเร็จได้ด้วยความตั้งใจของผู้ป่วย และความช่วยเหลือจากครอบครัวผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวสามารถทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้ โดยวางแผนเลือกชนิด ควบคุมความเหนื่อย เลือกระยะเวลาและความถี่ของกิจกรรมอย่างพอดีและเหมาะสม ซึ่งนอกจากปลอดภัยแล้วยังได้ประโยชน์ด้วย อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน เช่น เดินทางราบให้รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยแต่ไม่หอบ วันละ 5-10 นาที ทุกวันในช่วงแรกที่ร่างกายยังไม่ชิน แล้วจึงเพิ่มระยะเวลาขึ้นเรื่อย ๆ ควรทำอย่างต่อเนื่อง 20-30 นาทีต่อวัน, ห่างไกลจากโซเดียมหรือตัดใจจากความเค็มไม่ควรปรุงอาหารเพิ่มให้เค็มขึ้นไปอีก, ดื่มน้ำปริมาณที่เหมาะสม หากผู้ป่วยไม่มีภาวะน้ำเกินแนะนำให้ดื่มน้ำไม่เกิน 2 ลิตรต่อวัน ทั้งนี้ต้องนับรวมถึงของเหลวทั้งหมดที่กินหรือดื่มด้วย ควรเลิกสูบบุหรี่และไม่ดื่มสุรารับประทานยาให้ถูกต้องและสม่ำเสมอ รวมถึงต้องสังเกตอาการผิดปกติ เพื่อประเมินภาวะหัวใจล้มเหลวของตัวเอง และสามารถจัดการกับอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้
บริการ Tele visit ของคลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว
เนื่องจากผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวต้องการการดูแลและติดตามผลเป็นพิเศษ คลินิกผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยจึงใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว ตลอดจนความใส่ใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่คอยติดตามอาการ ตอบข้อสงสัย ดูแลทางไกล ทำงานร่วมกับผู้ป่วย และญาติเมื่อผู้ป่วยกลับบ้านเพื่อดูแลตนเอง
ฟังดี ชีวิตเปลี่ยน : ใส่หูฟังอย่างไรไม่ให้ประสาทหูเสื่อม
ข้อมูลโดย : ผศ. พญ.ภาณินี่ จารุศรีพันธุ์
ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคทางหู โรงพยาบาลจุฬลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ในยุคที่เทคโนโลยีใกล้ชิดกับผู้คนเช่นนี้ หูฟังกลายเป็นอุปกรณ์ที่ติดตัวเรามากขึ้น ทั้งเพื่อการติดต่อ เปิดรับข่าว ไปจนถึงความบันเทิงในช่วงที่ต้องการอยู่กับตัวเอง ทำให้หลายคนกังวลถึงพฤติกรรมการใส่หูฟังของคนยุคนี้ว่าอาจทำให้ประสาทหูเสื่อมก่อนถึงวัยอันควร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าปัญหาการได้ยินจากการใส่หูฟังปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่จากการสำรวจทั่วโลกโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ล่าสุดพบว่า ผู้ที่สูญเสียการได้ยินไม่ว่าจากสาเหตุใดมีมากกว่า 430 ล้านคน หรือ 5% ของประชากรโลก ส่วนประเทศไทยเราจากข้อมูลจดทะเบียนผู้พิการพบว่าผู้ที่มีปัญหาการได้ยินหรือการสื่อความหมายมีเกือบ 400,000 คน จากผู้พิการรวมกว่า 2,000,000 คนในปัจจุบัน โดยรวมทุกสาเหตุและวัย
ปรับระดับความดังตั้งแต่วันนี้ ฟังดียาวไป
ความเสื่อมของหูเป็นเรื่องยากแก่การรักษา หรือกล่าวได้ว่าเสียแล้วเสียเลย ไม่มีอะไหล่เปลี่ยน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการปรับพฤติกรรม เพื่อชะลอความเสื่อมลดความกังวลให้ตัวเอง ปัจจัยของความเสื่อมนั้นขึ้นอยู่กับความดังและระยะเวลาที่เปิดเสียง เช่น ถ้าเสียงดังมากระดับหนึ่งแล้วเปิดต่อเนื่องนาน ๆ ก็มีโอกาสเสี่ยง แต่หากเป็นเสียงที่ดังมาก เช่น ระเบิด เครื่องบินไอพ่น แม้เพียงหนึ่งครั้งก็อาจทำให้ประสาทหูเสียได้ทันที มีคำแนะนำจาก WHO ระบุว่า ในชีวิตประจำวันที่เราฟังเพลงไม่ว่าจากหูฟังหรือลำโพง หากเปิดเสียงด้วยความดังไม่เกิน 60 เดซิเบลสามารถฟังนานเท่าไรก็ได้ ซึ่งระดับความดังนี้เท่ากับระดับความดังที่เราคุยกันปกติ แต่หากเปิด 80 เดซิเบลก็ไม่ควรเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กรณีใส่หูฟังเราไม่ควรเปิดเสียงเกิน 50-60% จากระดับเสียงสูงสุดของอุปกรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ลองเลือกหูฟังที่ฟิตพอดีและ/หรือมีระบบ noise cancelling ที่ลดเสียงรบกวนรอบข้าง ทำให้ไม่ต้องเปิดลำโพงเสียงดัง หากต้องอยู่ในสถานที่เสียงดังควรออกห่างจากลำโพง ใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง และควรพักจากการสัมผัสเสียงดังๆ มาอยู่ในที่เงียบประมาณ 10 นาทีทุก 1 ชั่วโมง
ลดทุกความเสี่ยง ลดประสาทหูเสื่อมเพิ่ม
เพื่อให้ความสามารถในการได้ยินอยู่กับเราไปนาน ๆ ใครที่ทำงานในสนามบินหรือในโรงงานที่เสียงดังเกินขนาดต้องใส่ที่ครอบหูลดความเสี่ยง ลดหรือเลี่ยงการไปสถานบันเทิงหรือคอนเสิร์ตที่มีเสียงดัง ซึ่งอาจเสี่ยงต่อประสาทหูเสื่อมชั่วคราว ระวังกิจกรรมบางอย่างที่ทำให้ศีรษะกระทบกระแทก ส่งผลต่อการทำงานของหูเช่น กีฬามวยปล้ำต่อยมวย ไม่ควรกินเนื้อหมูดิบเพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เป็นไข้หูดับ หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่มีผลต่อการทำงานของหูชั้นในหากหูติดเชื้อหรือมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที
นอนดี ชีวิตเปลี่ยน : วันนี้คุณนอนดีแล้วหรือยัง
ข้อมูลโดย : อาจารย์ พญ.ปุณฑริก ศรีสวาท
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคการนอนหลับ ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
สถานการณ์โควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมายในชีวิตของผู้คน ทั้งด้านการดำเนินชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพที่หลายคนเกิดภาวะเครียดและนอนไม่หลับ รวมถึงผู้ที่มีภาวะลองโควิด (Long COVID) ซึ่งทำให้ตื่นบ่อย หลับยาก แม้ว่าปัญหาอื่น ๆ อาจเกิดจากปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้แต่ปัญหาสุขภาพนั้นมีทางแก้ แค่ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มง่าย ๆ ด้วยการจัดอันดับให้การนอนมีความสำคัญที่สุด จากเดิมที่มักคิดกันว่า “เรื่องงานต้องมาก่อน ไว้ค่อยนอนชดเชยพรุ่งนี้แล้วกัน” เพราะการอดนอนส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุของความผิดปกติในร่างกายหลายอย่าง เช่น ความอ่อนเพลีย ภาวะแมแทบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome) ซึ่งเกิดจากการเผาผลาญของร่างกายผิดปกติ มะเร็งบางชนิด โรคความเสื่อมต่าง ๆ สุขภาพจิตย่ำแย่ ไปจนถึงโรคซึมเศร้า
ปรับพฤติกรรม รับพลังการนอนดี
เรื่องง่าย ๆ ทำได้เลยสำหรับคนที่อยากมีคุณภาพการนอนที่ดี คือการปรับพฤติกรรมอันได้แก่
หนึ่งเข้านอนและตื่นนอนตรงเวลาซึ่งเราสามารถเลือกเวลาและจำนวนชั่วโมงให้พอเหมาะกับนาฬิกาชีวิตของตัวเอง
สอง เตียงนอนมีไว้นอนเท่านั้น ไม่แนะนำให้ทำกิจกรรมอื่นบนเตียง เช่นไถหน้าจอมือถือดู TikTok ดูทีวี และควรจัดเวลาประมาณ 60 นาทีสำหรับการคูลดาวน์ (cool down) เพื่อปรับอารมณ์และร่างกายก่อนนอน
สาม ถ้าล้มตัวลงนอนแล้ว 30 นาที ยังไม่หลับให้ลุกไปทำกิจกรรมเบา ๆ ก่อน เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือสวดมนต์
สี่ ปรับสภาพแวดล้อม ให้เหมาะกับการนอนมากที่สุด คือให้สะอาด สงบ มืดสนิทและเย็นสบาย
ปัญหาการนอนวินิจฉัยด้วย Sleep Test
หากปรับพฤติกรรมแล้วการนอนไม่ดีขึ้น และยังเป็นปัญหารบกวนการใช้ชีวิต เช่น ทำให้สมาธิและความจำแย่ลง อ่อนเพลียและง่วงระหว่างวัน หงุดหงิดง่าย แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับอาการนอนไม่หลับ ซึ่งงานวิจัยพบว่า 50% ของคนไข้ มักมีปัญหาภาวะสุขภาพใจ (mental health) ได้แก่ เครียดวิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆที่ประเมินได้ ด้วยการซักประวัติ แต่หากสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับ นอนกรน นอนละเมอ หรือมีขากระตุกร่วมด้วย อาจเข้าทำ Sleep Test เพื่อช่วยวินิจฉัยอาการ ส่วนสาเหตุอื่นอาจเป็นโรคทางสมอง เช่น เส้นเลือดสมองแตก ตีบ ตัน ส่งผลให้การนอนมีปัญหา หรือ โรคความเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ไปจนถึงปัญหาพฤติกรรมและสุขอนามัยอันเกี่ยวกับการนอนที่ไม่ค่อยดี
ทำความรู้จัก Sleep Lab
Sleep Lab คือห้องสำหรับช่วยวินิจฉัยความผิดปกติในการนอน ไม่ใช่ขั้นตอนการรักษาด้วยการติดอุปกรณ์เฉพาะระหว่างนอน 1 คืน ทั้งนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยได้ให้บริการ Sleep Lab หรือศูนย์รักษาโรคที่เกิดจากการนอนหลับในชื่อ Excellence Center for Sleep Disorders หรือศูนย์นิทราเวช
กินดี ชีวิตเปลี่ยน : ให้เวลากับมื้อเช้า เปลี่ยนเพื่อสุขภาพระยะยาวที่ดี
ข้อมูลโดย : คุณชัชวรรณ วิชัยดิษฐ์
หัวหน้าฝ่ายโภชนวิทยาและโภชนบำบัดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาซาดไทย
จากหลายนิยามการกินดีที่กล่าวโดยนักโภชนาการต่าง ๆ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือบุคคลอาชีพใดวัยใดก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ห้ามละเลยโดยเด็ดขาดคือ “มื้อเช้า” เพราะเป็นมื้อเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้เริ่มเผาผลาญอาหารเร็วขึ้นในแต่ละวัน หากเราไม่กินมื้อเช้าแล้วไปเริ่มที่มื้อเที่ยงเลย ระบบเผาผลาญจะทำงานน้อยลง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจทำให้เกิดโรคอ้วนขึ้นได้ ดังนั้นใครที่เคยงดมื้อเช้าแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาสร้างนิสัยการกินเพื่อสุขภาพดีระยะยาว
2 ต่อ 1 ต่อ 1 ตั้งแต่มื้อเช้า
กาแฟ 1 แก้ว ขนมปัง 1 ชิ้นอาจรองท้องได้และให้พลังงานในมื้อแรกของวัน แต่เรายังสามารถวางแผนมื้อเช้าสุขภาพดีได้แบบไม่ซับซ้อนด้วยสูตร 2 ต่อ 1 ต่อ 1 หรือการกินครบ 5 หมู่ในปริมาณเหมาะสม ด้วยการแบ่งอาหารในจานเป็น 4 ส่วน ให้ 2 ส่วนเป็นผักมีเส้นใยและวิตามิน อีก 1 ส่วนเป็นโปรตีนไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา อกไก่ และ 1 ส่วนสุดท้ายเป็นข้าวแป้ง อย่างไรซ์เบอร์รีที่มีกากใย ซึ่งอาจแทนด้วยขนมปังแบบโฮลวีตหรือโฮลเกรน 1 แผ่น นอกจากนี้ควรลดอาหารเค็มจัด หวานจัด มันจัด เพื่อลดพุงลดโรค โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง Non-Communicable Diseases หรือ NCDs นักโภชนาการยังเน้นย้ำด้วยว่าต้องมีผักผลไม้ในทุกมื้อ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีโรคอุบัติใหม่ เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย
ตาดีชีวิตเปลี่ยน : ตั้งรับ-ปรับพฤติกรรม ป้องกันอันตรายผิวดวงตา
ข้อมูลโดย : รศ.พญ.วิลาวัณย์ พวงศรีเจริญ
หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการให้บริการปลูกถ่ายกระจกตาและการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคตา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
หลายคนไม่ทราบว่าสเต็มเซลล์ (stem cell) ผิวดวงตาก็มีปัญหาผิดปกติได้จากหลายปัจจัย เช่น
- ปัจจัยการถูกทำลายด้วยสารเคมีอย่างกรดหรือต่าง โดยเฉพาะต่างที่ลงลึกมากกว่ากรด เช่น คนไข้เทต่างลงไปในท่อแล้วเกิดการฟุ้งกระจายเข้าตา
- ปัจจัยโรคจากการแพ้อย่างรุนแรง ได้แก่ โรคสตีเวนส์จอห์นสันที่มีอาการแพ้ยาทั้งตัว ผิวลอก รวมไปถึงอาการอักเสบบริเวณดวงตา
- ปัจจัยการติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อจากการใช้คอนแทกต์เลนส์
- ปัจจัยสัมผัสความร้อนโดยตรงที่ดวงตา
- ปัจจัยผลข้างเคียงจากก ารจี้ด้วยความเย็นเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
ไปจนถึงปัจจัยที่ไม่สามารถระบุได้ ปัจจัยเหล่านี้จะทำลายสเต็มเซลล์บริเวณขอบตาดำบนกระจกต าที่เหมือนกับเซลล์ผิวหนังทั่วไป มีลักษณะเหมือนผิวหนังทั่วไปซึ่งต้องผลัดทุก ๆ 7 ถึง 14 วัน จึงเกิดความบกพร่องในการทำหน้าที่ซ่อมแซมบริเวณนั้นทำให้ผิวกระจกตาถลอกปิดไม่สนิท เพราะไม่มีซลล์ที่ผลัดหรือแบ่งตัวเพิ่มเข้ามา
เมื่อทราบความเสี่ยงและความสำคัญของผิวดวงตาแล้ว สิ่งที่ทำได้เพื่อปรับพฤติกรรมคือการป้องกันและรับมือ เช่น สวมแว่นป้องกันไม่ให้สัมผัสสารเคมีโดยตรง ในกลุ่มผู้ทำงานโรงงานหากเกิดอุบัติเหตุโดยไม่ทันตั้งตัว สิ่งแรกที่ต้องทำคือล้างด้วยน้ำสะอาดทันทีแล้วรีบมายังห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสลับกันใช้คอนแทกต์เลนส์ซึ่งพบมากในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการใช้งานหรือขณะถอดล้าง
การใช้สเต็มเซลล์รักษาผิวดวงตารายแรกของไทย
รู้หรือไม่ว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการให้บริการปลูกถ่ายกระจกตาและการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคตา ได้เริ่มเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบันได้ทำโครงการวิจัยไว้จำนวนมาก และพัฒนาการเพาะเลี้ยงให้ทันสมัยมากขึ้นด้วยหลากหลายวิธีการ และได้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่เพาะเลี้ยงบนแผ่นเยื่อหุ้มรกเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคสเต็มเซลล์บกพร่องให้ผู้ป่วยได้ผลสำเร็จเทียบเคียงกับสถาบันชั้นน้ำในโลก ล่าสุดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์และชมรมกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตาแห่งประเทศไทยได้เสนอผลการรักษาไปยังแพทยสภา และได้การรับรองให้การรักษาโดยวิธีปลูกถ่ายเซลล์นี้เป็นการรักษามาตรฐาน (standard treatment) สำหรับผู้ป่วยโรคผิวดวงตา ทำให้เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษามากยิ่งขึ้น
ไปดี : ปล่อยวาง ปรับมุมมอง เตรียมพร้อมก่อนเดินจากไป
ข้อมูลโดย : อาจารย์ นพ.ภรเอก มนัสวานิช
หัวหน้าศูนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬลงกรณ์ สภากาชาดไทย
แม้การแพทย์จะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการรักษาพยาบาล มีเครื่องมือช่วยชีวิตที่ทันสมัย แต่มนุษย์ทุกคนย่อมต้องเดินทางสูชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะไม่สามารถเลือกวันที่จะหมดลมหายใจได้ แต่เราสามารถ “เตรียมตัว” และ “ออกแบบ” จากสุดท้ายของแต่ละคนไว้ได้ เพื่อให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปอย่างราบรื่นที่สุด คำว่า “ไปดี” หรือ “ตายดี” แตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละบุคคล บางคนมองว่าคือการจากไปตามธรรมชาติอย่างสงบ ไม่ทรมาน ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น บางคนมองว่าคือจากไปเมื่อพร้อม ไม่มีเรื่องค้างคา สำหรับบางคนคือการจากไปขณะอยู่ที่บ้านท่ามกลางครอบครัว มุมมองและความต้องการเหล่านี้ควรบอกหรือแสดงออกมาให้คนที่เรารักหรือคนในครอบครัวรู้ในขณะที่เรายังสามารถสื่อสารได้ เพื่อให้เกิดการดูแลที่ตรงความปรารถนาดังกล่าวเมื่อเวลานั้นมาถึง ซึ่งปัจจุบันทำได้หลายวิธี เช่น การทำพินัยกรรมชีวิต โดยระบุความต้องการเรื่องรูปแบบการรักษาพยาบาล การดูแลเพื่อความสุขสบาย บุคคล กิจกรรม และ สถานที่ที่ต้องการในช่วงท้ายของชีวิต การคิดและพูดถึงความตายอาจดูน่ากลัว แต่หากตระหนักได้ว่าความตายนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครเมื่อไหร่ก็ได้ จะทำให้มนุษย์ตั้งรับได้อย่างมีสติ ส่งเสริมให้ใช้ชีวิตในทุกวันให้คุ้มค่ากับเวลาที่มี ลงมือทำสิ่งที่อยากทำ ใช้เวลากับคนสำคัญและจัดการเรื่องที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เพื่อให้เกิดความรู้สึกปล่อยวาง ไม่มีเรื่องค้างคาและสงบในบั้นปลายชีวิต…
เนื่องจากการไปดีของผู้ปวยมีความสำคัญทั้งต่อตัวผู้ป่วยเอง รวมไปถึงครอบครัว จึงเป็นเหตุผลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยได้ก่อตั้งและดำเนินงานศูนย์ชีวาภิบาลมานานกว่าทศวรรษแล้ว ที่นี่มีระบบการดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลที่อยู่ในระยะท้าย ตามหลักการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพได้แก่ แพทย์พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ เครือข่ายอาสาสมัครรวมถึงการสนับสนุนด้านอุปกรณ์จัดกิจกรรม การส่งต่อกลับภูมิลำเนา เพื่อเติมเต็มความต้องการในช่วงท้ายของชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและครอบครัวสามารถปรับตัวต่อการสูญเสียได้ รวมถึงให้ความรู้แก่บุคลากรการแพทย์และภาคประชาชนเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว ให้เกิดการดูแลประคับประคองที่ทั่วถึง ประคองผู้ที่จะเดินทางจากไปไกลให้ไปดีที่สุดอย่างแท้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก วารสาร ฬ จุฬา


